ข้าพระพุทธเจ้าน้อมถวายพระพรชัย ขอพระเกียรติเกริกไกรทุกสถาน ดวงพระราชหฤทัยสุขสราญ "หมู่ภัยพาลแพ้พ่าย" พระบารมี ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“สมเด็จพระบรมฯ” เสด็จฯแทนพระองค์ในการพระราชพิธีฉัตรมงคล 5 พ.ค. 2556


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธี เนื่องในวันฉัตรมงคล พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ 

เวลา 10.35 น.วันที่ 5 พ.ค.2556 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จในการนี้ด้วย




เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล พระสงฆ์ 20 รูป ถวายพรพระจบแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประเคนจตุปัจจัยแทนเครื่องไทยธรรมแด่สมเด็จพระราชาคณะ และทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่รองสมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ ซึ่งเดินเข้าไปรับจนหมด 20 รูป จากนั้นทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย บูชาเทพยดารักษานพปฎลมหาเศวตฉัตร สิริราชกกุธภัณฑ์

ขณะที่เจ้าพนักงานได้ปูลาดผ้าแดงเพื่อเตรียมการเวียนเทียน เมื่อเจ้าพนักงานเตรียมการพรักพร้อมแล้ว พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชนพปฎลมหาเศวตฉัตร สิริราชกกุธภัณฑ์ พนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร บัณเฑาะว์ และดุริยางค์ พราหมณ์เจิมนพปฎลมหาเศวตฉัตร โหรผูกผ้าสีชมพู

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระสุหร่ายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ทองคำประจำรัชกาล แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ






ขอขอบคุณเวปผู้จัดการOnline : http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000053823

ในหลวงพระราชทานวิสุงคามสีมา 252 วัดทั่วประเทศ

 “สมเด็จวัดปากน้ำ” เผยวัดที่ได้วิสุงคามสีมาเป็นวัดที่มีความพร้อมทุกด้าน แนะเจ้าอาวาสวัดทำวัดให้สง่า ร่มรื่น ไม่ต้องสร้างตึกสวยใหญ่โต กตัญญูต่อแผ่นดินถวายเป็นพระราชกุศล 


สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในฐานะคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานมอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา ให้แก่วัดจำนวน 252 วัดทั่วประเทศ ณ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม

วันนี้ (6 พ.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งมีวัดที่ได้รับพระราชทานประจำปี 2556 จำนวน 252 แห่ง โดยมีคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ผู้บริหาร พศ.และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธี

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวสัมโมทนียกถาว่า ทุกวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงว่าวัดนั้นมีความพร้อมทุกด้าน สามารถทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง อาทิ อุปสมบท รับกฐิน กิจกรรมของประชาชน เรื่องวิสุงคามสีมานี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนา การที่วัดได้พระราชทานวิสุงคามสีมาแสดงว่าทรงพระราชทานพื้นที่วัดแห่งนี้ให้เป็นที่ของศาสนา เป็นที่ของพระสงฆ์ ใครจะเอาไปไหนไม่ได้ เราต้องรู้สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ดังนั้น ท่านเจ้าอาวาสทั้งหลายจงตั้งใจตอบสนองพระมหากรุณาธิคุณ จงตั้งใจทำคุณงามความดีเพื่อสนองพระราชศรัทธา มีความกตัญญูต่อแผ่นดิน โดยสร้างวัดให้สง่า ให้ร่มรื่น ปลูกต้นไม้ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“การทำวัดให้สง่า ร่มรื่น ไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรมาก ไม่ต้องสร้างตึกสวยๆ ใหญ่โต แต่ควรดูแลเสนาสนะ ศาลาการเปรียญดูงามสะอาดตา ต้องขยันกวาดวัด ถูวัด เป็นแบบอย่างให้พระลูกวัดช่วยกันทำวัดให้สะอาด รวมไปถึงร่วมกันปลูกต้นไม้ให้เต็มพื้นที่ให้ร่มรื่น น่าอยู่ เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานวิสุงคามสีมาให้” สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าว

ด้าน นายนพรัตน์ กล่าวว่า พิธีมอบประกาศดังกล่าวจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545 โดยวัดที่จะได้พิจารณารับพระราชทานวิสุงคามสีมาต้องเป็นวัดที่มีความมั่นคงถาวร เจ้าอาวาสจะต้องเป็นผู้มีศักยภาพในการบูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาวัดให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ข้อ 11 ซึ่งระบุว่า วัดที่สมควรได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ต้องสร้างหรือได้ปฏิสังขรณ์เป็นหลักฐานถาวรและมีพระภิกษุอยู่ประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ระยะเวลา 5 ปี มิให้ใช้บังคับแก่วัดที่สร้างอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขอขอบคุณเวปผู้จัดการ Online : http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000054302

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ “วันฉัตรมงคล”

๕ พฤษภาคม “วันฉัตรมงคล” 
วันมหามงคลของปวงชนชาวไทย


วันที่ ๕ พฤษภาคม เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย ที่อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ควรระลึกถึง 

ความหมายของวันฉัตรมงคล

วันฉัตรมงคล (อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คล) มีความหมายตามพจนานุกรมว่า พระราชพิธี ฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษก




ความสำคัญของวันฉัตรมงคล

วันฉัตรมงคล เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทย ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” เนื่่องจากยังมิได้ทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะ จึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทย

ดังนั้นรัฐบาลไทยและ พสกนิกร จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม จัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือรัฐพิธีฉัตรมงคล หรืออาจเรียกว่าพระราชพิธีฉัตรมงคล ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓


ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล เพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญนี้


ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การจัดพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกนั้น มีหลักฐานปรากฎในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไทว่า เริ่มต้นมาตั้งแต่ครั้งพ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาว หรือ พ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย

จากนั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร ๙ ชั้น



ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคล

ก่อนหน้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีฉัตรมงคลถือเป็นพิธีของเจ้าพนักงานในพระราชฐาน ที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก และเป็นงานส่วนตัว ไม่ถือเป็นงานหลวง

จนกระทั่ง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๓ โดยมีพระราชดำริว่า


วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัยที่ควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล และควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ อีกทั้งเผอิญที่วันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอธิบายว่า วันฉัตรมงคลเป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภค จึงไม่มีใครติดใจสงสัย


ดังนั้นจึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่า “ฉัตรมงคล” นี้ขึ้น โดยได้มีการเฉลิมฉลองด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๖ รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าการเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก


ต่อมาในสมัยรัชกาล ที่ ๕ วันบรมราชาภิเษกตรงกับเดือน ๑๒ จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน ๑๒ แต่ไม่ได้รับการยินยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคลมาตรงกับวันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม รูปแบบงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นเช่นนี้จนถึงปัจจุบัน


พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลปัจจุบัน


ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน ๓ วัน นั่นคือ

วันแรก ตรงกับวันที่ ๓ พฤษภาคม เป็นงานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบรมราชบุพการี เป็นพิธีสงฆ์สดัปกรณ์ พระบรมอัฐิ สมเด็จสวดพระพุทธมนต์ แล้วพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา ซึ่งในวันนี้ได้เพิ่มพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล ที่จะพระราชทานแก่หน่วยทหารบางหน่วยเข้าไว้ด้วย

วันที่ ๔ พฤษภาคม เป็นวันเริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล เจ้าพนักงานจะได้อัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขึ้นประดิษฐานบนแท่นใต้พระมหาปฎลเศวตฉัตร พระครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล แล้วทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลาเที่ยง ทหารบก ทหารเรือ จะยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๒๑ นัด


  
ส่วนวันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ทรงบูชาเครื่องกกุธภัณฑ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและราชกกุธภัณฑ์ ตอนเย็นพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าแก่ผู้ที่มีความดีความชอบ แล้วเสด็จนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ที่ปราสาทพระเทพบิดร เป็นเสร็จพระราชพิธี

ทั้งนี้ในวันฉัตรมงคล สำนักพระราชวังได้เปิดปราสาทหลายแห่งให้ประชาชนได้เข้าชมและถวายบังคมอีกด้วย

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันฉัตรมงคล


๑. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

๒. ร่วมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

๓. น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยพร้อมเพรียงกัน กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ถวายชัยมงคลให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วกาลยิ่งยืนนาน

เมื่อวันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย จึงควรระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

กว่า ๖๐ ปีที่ทรงดำรงฐานะเป็นพระประมุขของชาติ 
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานกว่ามหาราชาองค์ใดในโลก
และบูรพกษัตริย์องค์ใดในสยาม ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ
และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับปการในทุกๆ ด้าน 
เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีิวิตของประชาชน 
ด้วยทรงหวังให้ประชาชนถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข 
ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้เมื่อทรงเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ 
ดังพระปฐมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ที่ว่า 

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม" 




ขอพระบารมีแผ่ไพศาล ขอทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง 
สถิตย์เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบต่อไป
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าพสกนิกรชาวไทย
ผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตราบชีวิตนี้จะหาไม่








ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล :
http://www.chaoprayanews.com/2012/05/02/5%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E2%80%9C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E2%80%9D%E0%B8%A7%E0%B8%B1/

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สมเด็จพระบรมฯ สมเด็จพระเทพฯ ทรงโชว์รอยยิ้มสยามที่เนเธอร์แลนด์




ถือเป็นอีกหนึ่งรอยยิ้มของชาวสยามประเทศอีกครั้ง เมื่อ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯแทนพระองค์ทรงร่วมพระราชพิธี เจ้าชายวิลเลม - อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมารแห่งเนเธอร์แลนด์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่า สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอร์แลนด์ พระชนมพรรษา 75 พรรษา ทรงสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังทรงครองราชย์ยาวนาน 33 ปี เพื่อให้เจ้าฟ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 46 พรรษา พระราชโอรสองค์โตทรงขึ้นครองราชย์แทน โดยถือเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์แรกของเนเธอร์แลนด์ในรอบกว่า 100 ปี และนับเป็นการสิ้นสุดการขึ้นครองราชย์ของสตรีที่นานที่สุดในทวีปยุโรปลงด้วย

แต่ภาพที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต่างปลื้มปีติคือ รอยยิ้มของเจ้านายทั้ง 2 พระองค์ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง โดยทั้งสองพระองค์พระสง่างามในชุดฉลองพระองค์จักรีเต็มยศ พระพักตร์สดใส พร้อมโบกพระหัตถ์ทักทายพเหล่าพสกนิกรที่มาร่วมแสดงความยินดีกับ เจ้าชายวิลเลม ซึ่งภาพนี้ได้สร้างความปลื้มปีติให้แก่พสกนิกรชาวไทยที่มารอรับเสด็จฯ บริเวณด้านนอกพระราชวังกรุงอัมสเตอร์ดัม บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความภาคปลาบปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้เห็นเจ้านายทั้ง 2 พระองค์ทรงโชว์รอยยิ้มสยามให้แก่ทั่วโลกได้รับรู้










ขอขอบคุณที่มาภาพและข่าว : เวปผู้จัดการ Online
 http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9560000052269

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

๒๘ เมษายน วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ในหลวงและพระราชินี





วันที่ ๒๘ เมษายน นับเป็นอีกวันหนึ่งที่สำคัญยิ่ง หากนับถอยหลังไปในวันนี้เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงเข้าพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาพระองค์ใหญ่ใน พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร




เมื่อพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน "ราชาภิเษก" ได้มีพระบรมราชโองการสถาปนาพระอัครมเหสี โดยประกาศวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ความตอนหนึ่งว่า "มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับ ห­­ม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ถูกต้องตามกฎหมายและราชประเพณีโดยสมบูรณ์ท­­ุกประการแล้ว"

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในครั้งนั้น นับว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกสำหรับพระมหากษัตริย์ไทยในยุคประช­­าธิปไตยที่ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแพ่งและพา­­ณิชย์เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยทั่วไป









ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อรัฐบาลในนามของประชาชนทั้งประเทศ กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย­­ู่หัวภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระบา­­ทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นั้น ประเทศไทยขาดพระบรมราชินีมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหมั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งขณะนั้นคือ ม.ร.ว. สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ประชาชนชาวไทยจึงพากันตื่นเต้นยินดี ยิ่งได้ทราบว่าพระคู่หมั้นทรงมีพระสิริโฉม­­งดงาม




และแล้วสำนักพระราชวังก็ได้ประกาศข่าวพระร­­าชกระแสรับสั่งให้จัดเตรียมการพระ ราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นเป็นลำดับแรก และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นลำดับถัดไป ซึ่งพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าวได้มีประกา­­ศไว้ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ ๒๓ เล่มที่ ๖๗ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๙๓ เรื่อง การพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ๒๔๙๓









พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย โปรดเกล้าให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ระหว่างวันที่ ๒๘ - ๓๐ มีนาคม ๒๔๙๓ 

และเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรส กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ที่วังสระปทุม 

โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฏหมายเช่นเดียวกับประชาชน ได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ขึ้นเป็นพระราชินีสิริกิติ์







หลังจากนั้น ได้เสด็จไปประทับพักผ่อน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และที่นี่เป็นแหล่งเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกคือ พระราชทาน “ ถนนสายห้วยมงคล” ให้แก่ “ ลุงรวย” และชาวบ้านที่มาช่วยกันเข็นรถพระที่นั่งขึ้นจากหล่มดิน 

ทั้งนี้เพราะแม้ “ ห้วยมงคล” จะอยู่ห่างอำเภอหัวหินเพียง ๒๐ กิโลเมตร แต่ไม่มีถนนหนทาง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตมาก ถนนสายห้วยมงคลนี้จึงเป็นถนนสายสำคัญที่นำไปสู่โครงการในพระราชดำริเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรอีกจำนวนมากกว่า ๒๐๐๐ โครงการในปัจจุบัน

















ขอทั้งสองพระองค์ทรงพระเจริญ 
มีพระชนม์มายุยิ่งยืนนาน พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง 
สถิตเป็นมิ่งขวัญพสกนิกรชาวไทยสืบต่อไป 
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



อ่านบทความ "งดงามในความทรงจำ 60 ปีราชาภิเษกสมรส" ได้ที่ลิ้งค์นี้นะคะ 
ขอขอบคุณเวปสำนักข่าวเจ้าพระยา http://www.chaoprayanews.com/2010/04/29/%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B360-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A/

ขอขอบคุณ : http://www.xn--12co9drbac8a9as5aiidh8isei1npa.com/content/index.php?page=category&type=view&cat=73